ไม่มีข้อสงสัยว่าน้ำมันหอมระเหยมีประโยชน์มากมายอย่างไร และเป็นวิธีหนึ่งที่ได้มีการนำมาใช้เพื่อเสริมสุขภาพและวิถีชีวิตของเรามาช้านาน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ จึงจำเป็นต้องเข้าใจวิธีการใช้ ข้อควรระวัง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากการใช้ผิดประเภท บทความนี้จะแยกหัวข้อเป็นข้อห้าม / ข้อควรระวัง / การจัดเก็บข้อห้าม

การใช้น้ำมันหอมระเหย

1. ใช้ภายนอกเท่านั้น ห้ามกิน จะมีผลโดยตรง ต่อระบบย่อยอาหาร น้ำมันหอมระเหยจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหาร ทำให้อวัยวะระคายเคือง กระตุ้นน้ำย่อย การหายใจ การไหลเวียนเลือด และการย่อยอาหาร เป็นการออกฤทธิ์แบบเดียวกับเครื่องเทศ บางตัวมีเป็นพิษกับการทำงานของตับถ้ามีกลืนเข้าไป อย่าพยายามทำให้อาเจียนให้ดื่มน้ำหรือนมตามทันที แล้วรีบส่งให้แพทย์ดูแล

2. ห้ามสูดดมโดยตรง เว้นแต่ได้ทำให้เจือจางแล้ว

3. ห้ามสัมผัสผิวหนังโดยตรง ต้องเจือจางตามสัดส่วน เช่นผสมเพื่อเป็นน้ำมันนวดตัวไม่ควรเกิน 3 % กับผิวหน้าไม่ควรเกิน 1 % เป็นต้น

4. ข้อห้ามการใช้น้ำมันหอมระเหยกับอาการโรคต่าง ๆ ห้ามใช้กับผู้มีปํญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคหอบหืด เพราะน้ำมันหอมระเหยบางกลิ่นจะกระตุ้นให้อาการ ของโรคกำเริบ เช่น rosemary ห้ามใช้กับผู้มีปํญหาเกี่ยวกับ โรคลมชักหรือลมบ้าหมู ( epilepsy )เช่น rosemary, fennel, sage, spike lavender, tansy, camphor ผู้มีโรคความดันโลหิตสูง ควรศึกษากลิ่นที่มีผลต่อการ ผลกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ เช่น Hyssop, Rosemary, sage, Thyme เป็นต้น ต้องหลีกเลี่ยงการใช้กลุ่มนี้ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันนวดผิวหลังการฉายรังสีจากมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนัง

5. ห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร เพราะกลิ่นบางกลิ่นจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งส่งผลให้มดลูกเกิดการหดตัว อาจส่งผลให้เกิดภาวะแท้งบุตรได้ เช่น aniseed, basil, clary sage, atlas cedarwood, virginian cedarwood, cypress, sweet fennel, jasmine, juniper, sweet majoram, myrrh, nutmeg, peppermint, rose, rosemary เป็นต้น

6. ห้ามใช้กับผู้ที่เพิ่งฝังเข็มมาใหม่ๆ ฤทธิ์จากน้ำมันหอมระเหยอาจมีผลต่อต้านการทำงานของระบบภายในที่เกิดจากการรักษาโดยการฝังเข็มได้

7. น้ำมันหอมระเหยต่อไปนี้ เมื่อใช้แล้วห้ามถูกแสงแดดอย่างน้อย 4 ชม. เพราะจะเกิดผื่นแพ้เกิดขึ้น (photo-toxic) ส่วนใหญ่ในกลุ่ม Citrus เช่น Bergamot, Grapefruit, Orange Bitter , lemon, Kaffir, lime, mandarin

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย

1 : ถ้ามีผิวที่แพ้ง่ายให้ทำการทดสอบบนผิวบริเวณที่แพ้ง่าย ( Patch test ) โดยผสมน้ำมันหอมระเหย 1 หยดกับน้ำมันเบส หรือเรียกว่า Carrier oil ( อาทิ grape seed, Sweet almond, olive oils ) 1 ช้อนโต๊ะ ทาทิ้งไว้ ถ้าไม่มีอาการระคายเคือง อักเสบ ก็ถือว่าปลอดภัยสามารถใช้น้ำมันหอมระเหยตัวนั้นได้ กรณีเป็นน้ำมันหอมระเหยสูตรผสมก็ให้นำมาตัวที่ผสมแล้วมาทดสอบในลักษณะเดียวกัน

2 : ถ้าสัมผัสน้ำมันหอมระเหย 100% ให้ล้างมือให้สะอาดทันทีทุกครั้ง ไม่ขยี้ตา แคะจมูก หรือหยิบอาหารด้วยมือเข้าปากขณะที่มือสัมผัสน้ำมันหอมระเหย 3 : ข้อแนะนำในกรณีของผู้เริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้ ไม่ควรเลือกผสมน้ำมันหอมระเหยมากเกิน 4 ชนิด และไม่ผสมน้ำมัน หอมระเหยที่มีสรรพคุณตรงกันข้าม เช่น น้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณกระตุ้นกับน้ำมันหอมระเหยที่มีผลระงับ

4 : ถ้าน้ำมันหอมระเหย หกรดพื้นไม้หรือเฟอร์นิเจอร์ ให้รีบเช็ดทำความสะอาดทันที เพราะน้ำมันหอมระเหยหลายตัวมีความเข้มข้นสูงอาจทำลายผิวหน้าของวัสดุนั้นๆ ได้

5 : มีน้ำมันหอมระเหยบางตัวที่มีความปลอดภัยสูงสามารถใช้ตรงกับผิวหนังได้เลย เช่น lavender, Chamomile, Tea Tree เช่น สามารถใช้ lavender ทาบริเวณแผลน้ำร้อนลวกได้

6 : กรณีใช้จุดกับเตา ( burner ) ควรเปลี่ยนกลิ่นสลับทุก 3-4 วัน ถ้ามีน้ำมันแห้งไหม้ติดก้นเตา ต้องล้างยางออกให้สะอาดแล้วเติมของใหม่และดับเทียนทุกครั้งก่อนนอนหริอก่อนออกจากบ้าน

วิธีเก็บน้ำมันหอมระเหย

1 : เก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ตัวขวดน้ำมันหอมระเหยที่ดีต้องมีตัวควบคุมการหยดครอบปากขวด โดยควบคุมการหยดทีละหยดซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งเป็นตัว safety อีกทางหนึ่ง ไม่แนะนำชนิดชนิดแบบยางบีบ dropper เพราะน้ำมันหอมระเหยบางชนิดมีความเข้มข้นสูง อาจมีฤทธิ์กัดกร่อนตัวยางให้ละลาย ส่งผลต่อคุณภาพน้ำมันหอมระเหยให้เสียไปได้

2 : น้ำมันหอมระเหยที่ดีต้องเก็บในขวดแก้วสีเข้มเท่านั้น ปิดฝาให้แน่นเก็บให้พ้นแสงแดด ไม่แนะนำให้เก็บในตู้เย็น เพราะกลิ่นอาจออกมาปนเปื้อนกับอาหารได้

3 : อายุของน้ำมันหอมระเหย มีตั้งแต่ 8 เดือนไปจน 8 หรือ 10 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของสมุนไพร กระบวนการผลิต โดยกลุ่มส้มจะมีอายุสั้นที่สุด Citronella, Tea tree, Black pepper 3-4 ปี, Clary sage, Rose wood 4-5 ปี แต่ cedarwood,vetiver เก็บได้ 6-8 ปี ทั้งนี้ให้สังเกต ถ้าตัวน้ำมันเริ่มมีตะกอน ขุ่น เหนียวขึ้นและมีกลิ่นเปรี้ยวแตกต่างจากกลิ่นเดิม ก็ให้หยุดใช้และควรสอบถามทางร้านทุกครั้งที่ซื้อ

รวบรวมโดย Aroma And More